พระคู่บ้านคู่เมืองเรา

 แผ่นดินอีสานนั้นเป็นแหล่ง ” พระดี ” ดังที่เราทราบกันอยู่ พระวิปัสสนาจารย์องค์สำคัญ ๆ มักถือกำเนิดและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ปฏิบัติเจริญภาวนาจนแก่กล้าในญาณจนเป็นที่เคารพเลื่อมใสข องพุทธศาสนิกชนทั่วไป ณ ดินแดนอีสานแห่งนี้ มีพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นอาทิ นอกจากมี ” พระดี ” แล้ว อีสานยังมีปูชนียวัตถุสถานสำคัญทางพุทธศาสนาเป็นอันมากแสดงให้เห็นถึงศรัทธาปสาทะ ที่ชาวอีสานมีต่อพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี และหากจะกล่าวถึงภาคอีสานทางตอนเหนือก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องกล่าวถึงพระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพสักการะ ของชาวอีสานอย่างยิ่งยวดองค์หนึ่ง นั่นคือหลวงพ่อพระใส

     หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในล้านช้าง มีตำนานเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาที่เล่าสืบต่อกันมาว่าพระธิดาสามพี่น้องของกษัตริย์ล้านช้างองค์หนึ่ง ร่วมกันสร้างพระพุทธรูประจำพระองค์ขึ้นสามองค์ แล้วขนานพระพุทธรูปตามพระนามว่า พระเสริม พระสุก และพระใส ตามลำดับ ประดิษฐานไว้ ณ เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของล้านช้างอยู่มาก ด้วยปรากฏว่า

     พระพุทธรูปทั้งสามองค์ คงเป็นที่เคารพบูชาของชาวล้านช้างอยู่มาก ด้วยปรากฏว่าครั้งใดบ้านเมืองมีคึกสงครามมาประชิดเมือง ชาวเวียงจันทร์จะเชิญพระพุทธรูปทั้งสามองค์ไปรักษา ไว้ยังที่ที่ปลอดภัย และจะนำกลับมาต่อเมื่อการคึกสงบเรียบร้อยแล้ว ดังเช่นเมื่อเมื่อกองทับไทยไปตีเวียงจันทร์ในสมัยกรุงธนบุรี พระเจ้าธรรมเทววงศ์ได้เชิญไปไว้ ณ เมืองเชียงคำชั่วคราว และในรัชกาลที่ ๓ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อกองทับไทยไปตีเมืองเวียงจันทร์อีกครั้ง ชาวเมืองก็ได้เชิญพระทั้งสามไปซ่อนไว้ยังสถานที่ที่เรียกว่าภูเขาควาย แต่ครั้งนี้กองทับไทยพบเข้าและได้เชิญข้ามฝั่งโขงมาฝั่งไทยระหว่างล่องแพพระสุกพลัดตกจมน้ำไป คงเหลือแต่พระเสริมและพระใสที่มาจนถึงหนองคายนั้นเอง โดยพระเสริมอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย และพระใสอยู่ที่วัดหอก่อง(วัดประดิษฐธรรมคุณ)

     มาในรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ฯ ให้เชิญพระเสริมและพระใสลงกรุงเทพ ฯ เพื่อประดิษฐาน ยังวัดประทุมวนาราม ก็ปรากฏเหตุอัศจรรย์ว่าเกวียนที่เชิญ พระใสนั้นหักลงตรงหน้าวัดโพธิ์ชัยครั้งแล้วครั้งเล่า ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันอันเชิญพระใสขึ้นประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์ชัยแทนพระเสริมซึ่งอัญเชิญลงไปกรุงเทพ ฯ หลวงพ่อพระใสจึง ประดิษฐานเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหนองคายเป็นที่เคารพสักการของทั้งหนองคายและชาวอีสานทั้งมวลมาจนทุกวันนี้

       ศาลหลักเมืองหนองคาย   ตั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ ข้างศาลากลางจังหวัดหนองคาย    ศาลหลักเมืองหนองคาย   ก่อสร้างขึ้นด้วยความร่วมมือร่วมใจของบรรดาข้าราชการ   พ่อค้า  คหบดีและประชาชนจังหวัดหนองคายเพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และเป็นอนุสรณ์แห่งความสามัคคี เริ่มทำพิธีพลีไม้เสาหลักเมือง เมื่อวันที่ 8 เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542 ตรงกับวันแรม 11 ค่ำ เดือน 8 ปีเถาะ กฤษ์เวลา 09 นาฬิกา 39 นาที และเริ่มก่อสร้างอาคารศาลหลักเมืองประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์โดยพระไตรโลกาจารย์ วัดศรีเมือง เมื่อวันที่ 23 เดือนเมษายน พ.ศ. 2543 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนอ้ายปีมะโรง ฤกษ์เวลา 09 นาฬิกา 19 นาที แล้วเสร็จบริบูรณ์ มีพระราชพิธีสมโภชน์ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2547 ตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม รวมงบประมาณทั้งสิ้น จำนวน 11,108,000 บาท 

ตัวองค์ศาลจะแบ่งเป็นชั้นล่างเก็บของและส่วนบำรุงรักษา ชั้นบนเป็นส่วนที่ติดตั้งศาลหลักเมือง มีเครื่องยอดของอาคารเป็นสถาปัตยกรรมไทยแบบจตุรมุข และเรือนยอดเป็นพระธาตุ มีระเบียงล้อมรอบ 4 ทิศ

About Sindy Siri Noi

I still believe and ready

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s